บทความ
9 อาหารเสริม ชะลอแก่
- การขาดแมกนีเซียม จะทำให้ร่างกายเสียหายจากอนุมูลอิสระ เกิดการอักเสบ นำไปสู่ความแก่ชรา รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ อาการสมองเสื่อม ความเหนื่อยล้าเรื้อรัง กระดูกเปราะบาง นอกจากนี้ ผู้ที่มีระดับแมกนีเซียมต่ำมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาการนอนหลับ เช่น นอนหลับยาก
- มีการศึกษาข้อมูลในปี 2009 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการรับประทาน EGCG ในระยะยาว สามารถป้องกันการพัฒนาของโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน โรคกระดูกพรุน และโรคเกี่ยวกับความเสื่อมของระบบประสาทได้
- ในการแพทย์ยุคปัจจุบัน การดูแลสุขภาพถูกออกแบบให้เฉพาะสำหรับแต่ละบุคคล มีการใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึก เพื่อหาอายุทางชีวภาพที่แท้จริง เพื่อที่แพทย์จะได้แนะนำการดูแลสุขภาพที่ส่งเสริมการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพที่ดี
มีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับความแก่ ความชรา อันเป็นที่มาของปัญหาริ้วรอย ปัญหาสุขภาพ ความเสื่อมถอยของร่างกาย ปัจจัยที่ว่าได้แก่ พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ และการออกกำลังกาย ในขณะเดียวกันก็มีการวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าสารอาหารบางชนิดก็สามารถช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัย และส่งเสริมการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดีได้ แม้ว่าจะไม่สามารถหยุดกระบวนการแก่ชราได้ก็ตาม
9 อาหารเสริม ที่มีงานวิจัยรับรองว่ามีประสิทธิในการช่วยชะลอวัย และช่วยในการรักษาสุขภาพที่ดี
เคอร์คูมิน (Curcumin)
เคอร์คูมินได้มาจากขมิ้น มีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย มีการใช้เคอร์คูมินมายาวนานเพื่อรักษาโรคเรื้อรัง เพิ่มภูมิคุ้มกัน รักษาอาการแพ้ และลดการอักเสบ การศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่าเคอร์คูมินช่วยลดความเครียด ซึ่งความเครียดเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ร่างกายแก่ชรา โดยจะไปทำลายนิวเคลียสและไมโตคอนเดรีย นำไปสู่การตายของเซลล์ การเร่งกระบวนการแก่ชราและเพิ่มความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์และพาร์กินสัน โรคสมองเสื่อม โรงมะเร็ง โรคหลอดเลือด โรคอ้วน เบาหวาน รวมถึงโรคกระดูกพรุน
เอพิกัลโลคาเทชิน แกลเลต (Epigallocatechin Gallate - EGCG) เป็นสารประกอบจากพืชชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Catechinพบได้มากในชาเขียว เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เมื่อระดับอนุมูลอิสระสูงเกินไป ความเสียหายของเซลล์จะเกิดขึ้น ซึ่งจะเร่งกระบวนการแก่ชรา นอกจากนี้ยังช่วยลดการอักเสบ ช่วยลดน้ำหนัก และช่วยป้องกันโรคหัวใจและสมองอีกด้วย
มีการศึกษาข้อมูลในปี 2009 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการรับประทาน EGCG ในระยะยาว สามารถป้องกันการพัฒนาของโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน โรคกระดูกพรุน และโรคเกี่ยวกับความเสื่อมของระบบประสาทได้ และยังมีการศึกษาในสัตว์ทดลองในปี 2013 พบว่าหนูที่ได้รับอาหารเสริม EGCG มีช่วงอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้ การอักเสบและความเครียด ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มที่เลี้ยงด้วย EGCG
นอกจากชาเขียวแล้ว ยังสามารถพบ EGCG ได้ในชาดำและชาอูหลง ผลไม้ เช่น แครนเบอร์รี สตรอว์เบอร์รี แบล็กเบอร์รี กีวี่ เชอร์รี่ ลูกแพร์ พีช แอปเปิ้ล อะโวคาโด พีแคน พิสตาชิโอ และเฮเซลนัท
วิตามินซี (Vitamin C)
วิตามินซีไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ก่อนวัยอันควร ป้องกันอาการอักเสบและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยบำรุงผิวพรรณ และเสริมสร้างความแข็งแรงให้หลอดเลือด
เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินซีได้เอง จึงต้องได้รับวิตามินซีจากการรับประทานอาหาร พบได้ในผักและผลไม้ทุกชนิด และมีมากเป็นพิเศษในคาคาดูพลัม (Kakadu Plum) พริก แบล็คเคอร์แรนท์ และฝรั่ง ผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผักและผลไม้สามารถรับวิตามินซีได้จากอาหารเสริม
วิตามินอี (Vitamin E)
วิตามินอี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระเช่นเดียวกับวิตามินซี ช่วยลดความเครียด ลดปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ การขาดวิตามินอีมีความเกี่ยวข้องกับการเสื่อมถอยของระบบประสาท
การศึกษาในปี 2021 สรุปได้ว่าการเพิ่มระดับวิตามินอี อาจลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์และโรคพาร์กินสันได้
วิตามินอี สามารถพบได้ในถั่ว เมล็ดพืช น้ำมันจมูกข้าวสาลี ปลา อะโวคาโด มะม่วง และกีวี
แมกนีเซียม (Magnesium)
แมกนีเซียม เป็นตัวช่วยควบคุมสมดุลแคลเซียมในกระดูกและเลือด มีความสำคัญต่อการทำงานของเซลล์ ระบบประสาท กล้ามเนื้อ กระดูก และหัวใจ ช่วยรักษาระดับความดันเลือดให้เป็นปกติ
การขาดแมกนีเซียม จะทำให้ร่างกายเสียหายจากอนุมูลอิสระ ก่อให้เกิดการอักเสบ นำไปสู่ความแก่ชรา รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดสมอง เบาหวานประเภท 2 โรคหอบหืด โรคอัลไซเมอร์ อาการสมองเสื่อม ความเหนื่อยล้าเรื้อรัง ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง กระดูกเปราะบาง และมะเร็ง นอกจากนี้ ผู้ที่มีระดับแมกนีเซียมต่ำมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาการนอนหลับ เช่น นอนหลับยาก
เมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการดูดซึมแมกนีเซียมจากอาหารจะลดลง บางครั้งอาจนำไปสู่การขาดแมกนีเซียมได้ การเพิ่มปริมาณแมกนีเซียมจึงเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพเมื่ออายุมากขึ้น
แมกนีเซียมพบได้ใน ผักใบเขียว พืชตระกูลถั่วและเมล็ดธัญพืช
โคเอ็นไซม์ คิว 10 (CoQ10)
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายผลิตขึ้น มีบทบาทสำคัญในการผลิตพลังงานและป้องกันความเสียหายของเซลล์ มีการวิจัยชี้ให้เห็นว่าระดับของ CoQ10 จะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น
CoQ10 จะช่วยลดความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน (ความเสียหายในเนื้อเยื่อและเซลล์ที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม) ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดจากการสะสมของสารอนุมูลอิสระที่ช่วยเร่งกระบวนการแก่ชราและการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับอายุ
CoQ10 เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของหัวใจ ช่วยลดความตึงในหลอดเลือดแดง ลดความดันโลหิต และป้องกันการสะสมของคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ปกป้องเซลล์ และมีส่วนช่วยในการผลิตพลังงาน ทำให้ร่างกายดูอ่อนเยาว์ ช่วยลดริ้วรอย บรรเทาอาการภูมิแพ้ กระตุ้นการเผาผลาญไขมัน ปรับปรุงการทำงานของสมอง เพิ่มสมาธิ และเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์ นอกจากนี้ยังเพิ่มความต้านทานต่อความเครียดและความเจ็บป่วยอีกด้วย
กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic acid)
เป็นสารคล้ายเจลที่ร่างกายผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติ พบได้ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะในดวงตา ข้อต่อ และผิวหนัง
กรดไฮยาลูโรนิก มีคุณสมบัติเด่นในด้านการอุ้มน้ำ สามารถช่วยเพิ่มปริมาณความชื้นในผิว ทำให้ผิวดูอวบอิ่ม ช่วยลดเลือนริ้วรอย และยังได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้นและลดรอยแผลเป็นได้
นอกจากนี้ กรดไฮยาลูโรนิกยังช่วยทำหน้าที่เป็นตัวหล่อลื่นบริเวณข้อต่อของกระดูก ป้องกันความเจ็บปวดและการบาดเจ็บจากการที่กระดูกเสียดสีกัน
การผลิตกรดไฮยาลูโรนิกจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ส่งผลให้สูญเสียความชุ่มชื้น ทำให้เกิดริ้วรอยต่างๆ เมื่ออายุประมาณ 25 ปี การสังเคราะห์กรดไฮยาลูโรนิกของผิวหนังจะเริ่มช้าลง ส่งผลให้สัญญาณแห่งวัยเพิ่มมากขึ้น
แอสตาแซนธิน (Astaxanthin)
แอสตาแซนธิน จัดอยู่ในกลุ่มสารอาหารที่เรียกว่าแคโรทีนอยด์ มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ พบในปลาแซลมอน เปลือกกุ้งปู และสาหร่ายขนาดเล็กที่เรียกว่า Haematococcus pluvialis ซึ่งเป็นแหล่งแอสตาแซนธินตามธรรมชาติที่มีความเข้มข้นมากที่สุด และนำมาสกัดเพื่อใช้เป็นอาหารเสริม
ประโยชน์ต่อสุขภาพของแอสตาแซนธิน มีหลายอย่าง ได้แก่ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ช่วยบำรุงผิวหนัง ดวงตา ปกป้องเรตินาของดวงตาจากรังสียูวี ป้องกันอาการปวดตาจากการอยู่หน้าจอดิจดตอลมากเกินไป ทั้งยังช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์และอ่อนนุ่ม ปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลต ป้องกันการเกิดริ้วรอยและความแห้งกร้าน เพิ่มการผลิตคอลลาเจน ช่วยให้หัวใจแข็งแรง และเพิ่มภูมิคุ้มกัน
โพรไบโอติกส์ (Probiotics)
โพรไบโอติกส์เป็นแบคทีเรียที่ดี ที่ปกป้องระบบภูมิคุ้มกันจากเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค สลายน้ำตาล แป้ง และคาร์โบไฮเดรตให้เป็นสารอาหาร เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมและแปลงเป็นพลังงานได้ง่าย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ความเครียด อาการซึมเศร้า อาการสมาธิสั้น และโรควิตกกังวล ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหารที่ถูกรบกวน เนื่องจากเซลล์ภูมิคุ้มกันประมาณ 80% อยู่ในลำไส้ของคนเรา ดังนั้นสุขภาพที่ดีจึงขึ้นอยู่กับสภาพของลำไส้
โพรไบโอติกส์ ยังมีประโยชน์ด้านอื่น ๆ ได้แก่ ลดความรุนแรงของโรคสะเก็ดเงิน ลดการแพ้และการอักเสบ ลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้น ลดอาการหวัด และมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการล้างพิษ บรรเทาอาการท้องผูก ทำให้การเคลื่อนไหวของลำไส้เป็นปกติ ช่วยรักษาอาการท้องเสีย และหลีกเลี่ยงภาวะความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ (dysbiosis) ลดการติดเชื้อในช่องคลอด เพิ่มการดูดซึมสารอาหารและเพิ่มพลังงานจากการผลิตวิตามินบี 12 ปรับปรุงคุณภาพและระยะเวลาการนอนหลับ เพิ่มปริมาณแคลเซียมในเลือด ลดผลข้างเคียงของการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะและเคมีบำบัด นอกจากนี้ยังช่วยลดน้ำหนักและไขมันหน้าท้องอีกด้วย
เมื่อคนเราอายุมากขึ้น กระบวนการเผาผลาญจะช้าลงและภูมิคุ้มกันลดลง ต้องการการพักผ่อนมากขึ้น การรับประทานอาหารให้ครบ รวมถึงการรับประทานอาหารเสริม เป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยชะลอวัยและความเสื่อม ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและการดูดซึมวิตามิน ชะลอความหย่อนคล้อยและริ้วรอย
แต่การมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพที่ดีนั้น สามารถช่วยได้ด้วยการแพทย์ยุคปัจจุบัน ที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย การดูแลสุขภาพสามารถถูกออกแบบให้เฉพาะสำหรับแต่ละบุคคล มีการใช้ระบบวิเคาระห์ข้อมูลในเชิงลึก เพื่อหาอายุทางชีวภาพที่แท้จริง รวมถึง ค้นหาความเสี่ยงต่อสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อที่แพทย์จะได้แนะนำการดูแลสุขภาพที่สามารถนำไปปฏิบัติตามได้จริง เพื่อส่งเสริมการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพที่ดี
นอกจากนี้แพทย์ที่ให้การดูแล ยังสามารถ ติดตามการเปลี่ยนแปลงและผลลัพธ์จากการปฏิบัติตามคำแนะนำและ longevity interventions ต่างๆ และที่สำคัญ การแพทย์ในยุคนี้ ยังสามารถช่วยวัดความเร็วของการแก่ชรา (Rate of Aging) ช่วยให้รู้ว่า “ร่างกายเราแก่ชราเร็วแค่ไหน" เป็นการทดสอบโดยใช้เลือดจากปลายนิ้ว เจาะลึกถึงระดับโมเลกุลเพื่อให้เห็นสถานะที่แท้จริงของกระบวนการที่ทำให้แก่ชรา
หากเรารู้อายุที่แท้จริง รู้โอกาสในการเกิดโรค และการเสียชีวิตจากโรคเรื้อรังต่าง ก็จะรู้แนวทางในการดูแลสุขภาพ ปรับเปลียนไลฟ์สไตล์ และเลือกการใช้ชีวิตให้เหมาะสม