บทความ

อายุ 44 และ 60 ปี คือช่วงที่มนุษย์แก่เร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด!!

งานวิจัยเผย อายุ 44 และ 60 ปี คือช่วงที่มนุษย์แก่เร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด!!

  • อายุ 44 ปี ร่างกายเริ่มเผาผลาญพลังงานช้าลง น้ำหนักเพิ่มได้ง่ายขึ้น มวลกล้ามเนื้อลดลง การผลิตคอลลาเจนลดลง ทำให้ผิวหนังเริ่มหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอย ผู้หญิงอาจเข้าสู่ภาวะวัยทอง ทำให้ฮอร์โมนลดลง ส่งผลต่ออารมณ์และสุขภาพกระดูก
  • อายุ 60 ปี กระบวนการแก่ชราเห็นได้ชัดเจน ระบบประสาทและการทำงานของสมองอาจช้าลง มีปัญหาสุขภาพ เช่น ข้อเสื่อม กระดูกพรุน ความดันโลหิตสูง ฮอร์โมนเอสโตรเจนและเทสโทสเตอโรนลดลงอย่างมาก ทำให้การฟื้นฟูร่างกายช้าลงและความแข็งแรงลดลง
  • การไขความเร็วนาฬิกาชีวภาพ เป็นแนวทางในการปรับไลฟ์สไตล์ที่เหมาะสม ช่วยให้เรามีอายุที่ยืนยาวได้อย่างมีคุณภาพ เผยให้เห็นกระบวนการที่ทำให้คนเราแก่ชรา รู้อายุที่แท้จริง และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รู้โอกาสการเกิดโรค และการเสียชีวิตจากโรคเรื้อรังต่างๆ

 

การสูงวัยของคนเรานั้น เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด (CVDs) โรคเบาหวาน โรคความเสื่อมของระบบประสาท  และโรคมะเร็ง การทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงระดับโมเลกุลที่เป็นสาเหตุของการสูงวัย และการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับการสูงวัยเป็นสิ่งสำคัญ ในการเพิ่มช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี

มีงานวิจัยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ได้สำรวจการเปลี่ยนแปลงระดับโมเลกุลของการสูงวัยอย่างครอบคลุม โดยใช้การวิเคราะห์ชีววิทยามนุษย์แบบองค์รวม ส่วนใหญ่จะเน้นที่การเปลี่ยนแปลงแบบเส้นตรง อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่าการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับการสูงวัยไม่ได้เพิ่มขึ้นตามอายุอย่างเป็นสัดส่วน แต่ความเสี่ยงของโรคเหล่านี้กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในบางช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจงในช่วงชีวิตของมนุษย์

ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา พบว่าอุบัติการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือด (ซึ่งรวมถึงหลอดเลือดแข็ง โรคหลอดเลือดสมอง และกล้ามเนื้อหัวใจตาย) มีอัตราประมาณ 40% ในกลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 40 ถึง 59 ปี จะเพิ่มขึ้นประมาณ 75% ในกลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 60 ถึง 79 ปี และสูงถึงประมาณ 86% ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 80 ปี นอกจากนี้ ยังพบว่าอุบัติการณ์ของโรคความเสื่อมของระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสันและโรคอัลไซเมอร์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยมีจุดเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกิดขึ้นที่อายุประมาณ 40 ปี และ 65 ปี ตามลำดับ

งานวิจัยเผย: มนุษย์แก่เร็วขึ้นในช่วงเวลาสำคัญสองช่วงชีวิต

จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Aging นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ประเทศสิงคโปร์ (Nanyang Technological University in Singapore) ได้ติดตามผู้เข้าร่วมการศึกษาจำนวน 108 คน ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางโมเลกุล เช่น RNA โปรตีน และไมโครไบโอม ของผู้เข้าร่วมการศึกษา พบว่า การเปลี่ยนแปลงทางอายุหรือการแก่ชราของมนุษย์ ไม่ได้เกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือเป็นเส้นตรง แต่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่อายุ 44 และ 60 ปี

ผลการศึกษานี้ แสดงให้เห็นว่า "คนเราไม่ได้แก่ลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป" แต่มีบางช่วงเวลาในชีวิตที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของอายุและสุขภาพ ตัวอย่างเช่น ความสามารถในการเผาผลาญคาเฟอีนจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงอายุประมาณ 40 ปี และช่วงอายุ 60 ปี ส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญแอลกอฮอลล์ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงอายุ 40 ปี

นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาเรื่องนี้ ระบุว่า "ผู้คนมักได้รับบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อและเริ่มเห็นไขมันสะสมมากขึ้นในช่วงอายุ 40 ปี และมักจะมีอาการกล้ามเนื้อลีบ (Sarcopenia) ในช่วงอายุ 60 ปี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก" ทั้งสองช่วงวัยนี้ มีการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนที่ยึดเนื้อเยื่อเข้าด้วยกัน ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง กล้ามเนื้อ และระบบหัวใจและหลอดเลือด

ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังจากอายุ 60 ปี การศึกษาพบว่าผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ความผิดปกติของไต และโรคเบาหวานประเภท 2 สูงขึ้น

มีการศึกษาวิจัยที่สามารถช่วยในการวินิจฉัยและป้องกันโรคได้ ระบุว่า "ตัวชี้วัดทางคลินิกที่สามารถดำเนินการได้" ซึ่งสามารถใช้เพื่อปรับปรุงการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชากรสูงวัย โดยผู้เข้าร่วมการวิจัยเป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 25 ถึง 75 ปี อาศัยอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นผู้ที่มีสุขภาพดี และมาจากหลากหลายชาติพันธุ์ มีการเก็บตัวอย่างเลือด อุจจาระ ผิวหนัง และการป้ายจมูกและปากจากผู้เข้าร่วมวิจัยทุกๆ 3 ถึง 6 เดือน และได้รับการติดตามเป็นระยะเวลาเฉลี่ย 1.7 ปี โดยมีการติดตามนานที่สุดของผู้เข้าร่วมรายหนึ่งเป็นเวลา 6.8 ปี การวิเคราะห์พบรูปแบบที่ไม่เป็นเส้นตรงอย่างสม่ำเสมอในตัวบ่งชี้โมเลกุลของการสูงวัย

นักวิจัยจะทำการวิเคราะห์ชุดข้อมูลของผู้ชายและผู้หญิงแยกกัน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอายุที่เร็วขึ้นในผู้หญิง อาจเป็นผลมาจากภาวะหมดประจำเดือน (ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงอายุ 45 ถึง 55 ปี)  แต่นักวิจัยกลับพบผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งบ่งบอกว่า จุดเปลี่ยนแปลงที่อายุประมาณ 55 ปี อาจเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปสำหรับทั้งสองเพศ

การศึกษาก่อนหน้านี้โดยนักวิจัยในเยอรมนีและสหรัฐอเมริกาเคยพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของร่างกายคนเราอีกครั้งในช่วงอายุ 75 ปี แต่การวิจัยล่าสุดไม่สามารถยืนยันผลลัพธ์เหล่านั้นได้เนื่องจากขอบเขตอายุของกลุ่มตัวอย่างในการทดลองจำกัด

สำหรับข้อเสนอแนะจากการค้นพบนี้ นักวิจัยแนะนำให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิต เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลงและออกกำลังกายให้มากขึ้น เมื่อเข้าใกล้ช่วงอายุ 40 และ 60 ปี

นอกจากนี้ อาหาร การออกกำลังกาย และความสัมพันธ์ทางสังคม เป็น 3 ปัจจัยหลักที่สำคัญต่อการมีสุขภาพที่ดีในช่วงวัยสูงอายุ ดังนั้นผู้ที่มีอายุเข้าใกล้ 60 ปี ควรลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตและดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อช่วยในการทำงานของไต

การรับมือกับความเสื่อมของร่างกายที่เกิดขึ้นจากอายุที่มากขึ้นนั้น จะช่วยให้เรามีอายุที่ยืนยาวละมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ โดยการแพทย์ที่พัฒนาไปอย่างมากในปัจจุบัน มีการดูแลสุขภาพ ที่เรียกว่า การวัดอายุทางชีวภาพ (Biological Age) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อค้นหาอายุที่แท้จริงของเซลล์และอวัยวะภายในร่างกาย หากเราใช้ร่างกายของเราหนักมากเท่าไหร่ เซลล์และอวัยวะภายในร่างกาย ก็จะแก่เร็วขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม การใช้ชีวิต และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน แต่หากเราดูแลร่างกายอย่างดี Biological Age ก็อาจจะน้อยกว่าอายุจริง หรือ อายุตามปฏิทิน (Chronological Age)  ของเราก็ได้

การวัดอายุทางชีวภาพด้วย โปรแกรม Blood Age เป็นวิธีการที่ออกแบบโดยใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ทำให้ทราบอายุทางชีวภาพที่แท้จริงของร่างกาย และค้นหาความเสี่ยงต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น โดยรับข้อมูลเพิ่มเติมจากฐานข้อมูล AI อัจฉริยะ และทำการตัดสินใจร่วมกันกับทีมแพทย์เพื่อเลือกการดูแลที่เหมาะสมที่สุด  มีการติดตามการเปลี่ยนแปลงและผลลัพธ์จากการปฏิบัติตามคำแนะนำ และ longevity interventions ต่างๆ

นอกจากนี้เพื่อการเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพ มีอีกศาสตร์ทางการแพทย์ ที่น่าสนใจคือ การวัดความเร็วของการแก่ชรา (Rate of Aging) เป็นวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าที่สุดในปัจจุบันและมีงานวิจัยรองรับ เป็นการช่วยให้เราเข้าใจว่าร่างกายของเรานั้น แก่ชราเร็วแค่ไหน"​

การไขความเร็วนาฬิกาชีวภาพ ด้วยโปรแกรมค้นหานาฬิกาชีวภาพDunedinPACE” ที่ถูกสร้างขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Columbia และมหาวิทยาลัย Duke ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการทดสอบที่เจาะลึกถึงระดับโมเลกุลเพื่อเผยให้เห็นสถานะที่แท้จริงของกระบวนการที่ทำให้คนเราแก่ชรา ช่วยให้ทราบ อัตราการแก่ชรา (Rate of Aging) และอายุที่แท้จริง เพื่อทำความเข้าใจสุขภาพตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน และการชี้ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทราบโอกาสการเกิดโรค และโอกาสการเสียชีวิตจากโรคเรื้อรังต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับไลฟ์สไตล์ที่เหมาะสม และติดตามผลเป็นระยะหลังการปรับรูปแบบที่ส่งผลเสียทางสุขภาพ และยังทราบถึง ความยาวของเทโลเมียร์ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของความชราอีกด้วย

โปรแกรมค้นหานาฬิกาชีวภาพ DunedinPACE ได้รับการตีพิมพ์งานวิจัยในวารสารทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ระดับโลกมากกว่า 45 ฉบับ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์กว่า 30 แห่ง ใช้ข้อมูลอ้างอิงบนตัวชี้วัด (biomarkers) มากกว่า 20 รายการ ติดตามผลมากกว่า 20 ปี สามารถตรวจได้ในทุกคนที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป โดยใช้เลือดจากปลายนิ้วเท่านั้น

การเข้าใจความเป็นไปของร่างกาย และการเตรียมตัวรับมือกับอายุที่มากขึ้น เพื่อชะลอความเสื่อมและโรคต่าง ที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเรา จะช่วยให้เราเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพ มี Healthspan ที่มากกว่า Lifespan แม้จะมีอายุมากขึ้นแต่ยังมีสุขภาพที่แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ต้องนอนติดเตียง ไม่ต้องนั่งรถเข็น ไปไหนมาไหนเองได้ และมีชีวิตอย่างมีความสุข

 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DunedinPACE Epigenetic Clock + Blood Age คลิก

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การวัดอายุทางชีวภาพ (Biological Age) คลิก

ศูนย์ส่งเสริมสุภาพไวทัลไลฟ์