บทความ
ผื่นแพ้ผิวหนัง กับ 7 ทางออก
ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความผิดปกติของผิวหนังตั้งแต่กำเนิด การแพ้เนื่องจากสัมผัสกับพืช เกสรดอกไม้ อาหารบางชนิดหรือสารก่อภูมิแพ้ โดยผื่นผิวหนังอักเสบ (Eczema) ผื่นเป็นผื่นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด รองลงมาคือ ผื่นแพ้ (Contact dermatitis) และ ลมพิษ (Urticaria)
ผื่นผิวหนังอักเสบ (Eczema; Atopic dermatitis)
ผื่นผิวหนังอักเสบ หรือบางครั้งอาจเรียกว่า ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) สามารถพบได้ประมาณ 10-20% ในเด็ก และ 1-3% ในผู้ใหญ่ โดยสามารถเกิดได้กับทุกส่วนของร่างกาย เช่น ด้านในข้อพับหรือด้านนอกของข้อเข่า ข้อศอก รอบคอ มือ แก้ม และหนังศีรษะ
อาการที่พบได้บ่อย คือ ผิวเป็นปื้นสีแดง หรือสีน้ำตาลอ่อนปนเทาที่มักปรากฏบริเวณมือ เท้า ข้อเท้า ข้อมือ คอ อกช่วงบน ข้อพับ เปลือกตา ใบหน้าและศีรษะผิ หากเผลอเกามีการติดเชื้อร่วมด้วย ผื่นผิวหนังอักเสบนี้มักพบว่า มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อน
ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) มักเกิดขึ้นในวัยเด็กช่วงอายุก่อน 5 ปี และอาจคงอยู่ไปเรื่อย ๆ จนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แบบเป็น ๆ หาย ๆ ทั้งนี้ ความรุนแรงของอาการจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุ ขนาดของบริเวณที่เกิดอาการ และการเกาบริเวณที่ติดเชื้อ
สาเหตุของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
ในปัจจุบันยังไม่ระบุได้ชัดถึงสาเหตุ แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน เช่น
- ปัจจัยทางพันธุกรรมที่มีในตัวผู้ป่วยเอง หรือคนในครอบครัวที่มีโรคภูมิแพ้ เช่น โรคหืด และอาการแพ้อากาศ ร่วมกับภาวะทางภูมิต้านทานโรคในร่างกายผู้ป่วยเอง ความเครียดสะสม หรือร่างกายอาจขาดโปรตีนบางชนิดที่ช่วยให้ผิวหนังกักเก็บน้ำ จนทำให้มีอาการดังกล่าวได้
- ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น สารก่ออาการระคายเคือง และสารก่ออาการแพ้ น้ำหอมและสีในโลชั่นหรือสบู่ ไรฝุ่น ละอองเกสร เชื้อรา หรือขนสัตว์ ผ้าขนสัตว อากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะหน้าหนาวที่มีอากาศแห้งและเย็น สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิกะทันหัน (อาบน้ำร้อนเสร็จแล้วตากแอร์ทันที) อาบน้ำหรือว่ายน้ำบ่อยเกินไป อาหารบางชนิด เช่น ไข่ ถั่วลิสง นม เป็นต้น
- "ภาวะลำไส้รั่ว (Leaky Gut Syndrome)" ซึ่งเป็นสภาวะที่ เซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ที่เรียงตัวชิดติดกันเป็นระเบียบ (Tight Junctions) เกิดการอักเสบ จนเกิดช่องว่างระหว่างเซลล์ หมดความสามารถในการควบคุมการผ่านเข้าออกของสารอาหารและหมดความสามารถในการป้องกันสารพิษ เชื้อก่อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมผ่านเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อสารแปลกปลอมเหล่านี้ลอดผ่านช่องว่างเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยไม่ผ่านการกรอง ร่างกายจึงสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านสิ่งแปลกปลอม จนก่อให้เกิดปัญหาของภูมิแพ้ทางผิวหนังโดยไม่ทราบสาเหตุได้
การวินิจฉัยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
โดยส่วนใหญ่โรคนี้ วินิจฉัยได้จากประวัติทางการแพทย์ และวิธีอื่น ๆ เช่น ตรวจร่างกาย หรือสังเกตผิวหนังของผู้ป่วย การทดสอบการแพ้ทางผิวหนัง แพทย์อาจใช้สารก่ออาการแพ้กระตุ้นบริเวณท้องแขนหรือแผ่นหลังก่อน หรืออาจใช้วิธีอื่น ๆ เพื่อทดสอบอาการแพ้ทางผิวหนังตามดุลยพินิจของแพทย์
7 ทางออกของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
- การรักษา Atopic Dermatitis อาจใช้เวลานานหลายเดือนหรือเป็นปีแล้วแต่สภาพร่างกายแต่ละบุคคล ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาการรักษาดังนี้ยาบรรเทาอาการคัน เช่น ครีมยาสเตียรอยด์ความแรงต่ำ หรือยาต้านฮีสตามีนชนิดทาและรับประทาน
- การใช้สารให้ความชุ่มชื้นผิวเพื่อทำให้ผิวไม่แห้งจนเกินไป โดยอาจเลือกครีม หรือโลชั่น ที่มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ธรรมชาติที่ช่วยปกคลุมผิวป้องกันการเสียน้ำออกจากผิว เช่น ฟอสโฟไลปิด เซอร์รามายด์ ปิโตรเลียม มิเนอรัลออยด์ ทาวันละ 2-3 ครั้ง โดยเฉพาะหลังอาบน้ำเสร็จ และควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากแอลกอฮอล์ สี กลิ่น
- ใช้ครีมอาบน้ำหรือน้ำยาทำความสะอาดที่อ่อนโยนต่อผิวแทนการใช้สบู่ และหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นหรือน้ำที่ร้อนมาก
- ใส่เสื้อผ้าที่นุ่มสบาย เนื้อผ้าไม่หยาบ และไม่รัดรูปจนเกินไป เพื่อลดการระคายเคือง
- ผ่อนคลายความเครียด เพราะความเครียดจะทำให้อาการแย่ลง
- การใช้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ทางสุขภาพ (Probiotic) แบบรับบประทาน เพื่อป้องกันโรคผื่นภูมิแพ้ ซึ่งจากการวิจัยพบว่า การให้จุลินทรีย์สุขภาพสายพันธุ์ Lactobacilli แก่มารดาขณะตั้งครรภ์และทารกแรกคลอด พบว่าสามารถช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนั้นยังพบว่ามีประโยชน์สำหรับผู้ใหญ่ที่มีอาการของโรค Atopic Dermatitis เรื้อรัง
- Phototherapy การฉายแสง (Phototherapy) ได้แก่ broad-band UVB, broad-band UVA, narrow-band UVB หรือ combined UVA และ UVB โดยการฉายแสงอาจพิจารณาให้การรักษาเฉพาะในผู้ป่วยที่โรคเป็นบริเวณกว้างและรุนแรง ผลข้างเคียงของการรักษาโดยวิธีฉายแสงคือ เจ็บ แดง คัน สีผิวคล้ำขึ้น