บทความ
สยบ ไมเกรน อยู่หมัด
สาเหตุของการปวดศีรษะไมเกรน
เกิดจากการความผิดปกติของสารสื่อประสาทในเยื่อหุ้มสมองซึ่งหลั่งออกมาผิดปกติ ส่งผลให้หลอดเลือดแดงที่อยู่บริเวณผิวสมองหดตัวและเกิดการอักเสบ รวมทั้งการส่งผ่านสัญญาณของเส้นประสาทมาทางเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่รับความเจ็บปวดบริเวณใบหน้าและศีรษะ จึงทำให้บางครั้ง เราอาจมีอาการเริ่มปวดหัวข้างใดข้างหนึ่งก่อนได้ หากอาการเป็นมากขึ้น ก็สามารถกระจายไปยังศีรษะทั้งสองข้างได้ หรืออาจปวดหัวข้างสลับไปมาได้
ปวดหัวไมเกรน มีกี่ประเภท
โรคปวดศีรษะชนิดไมเกรน นั้น ปัจจุบันเริ่มพบมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงาน รองลงมาคือคนตั้งครรภ์และคนสูงอายุ หากแบ่งประเภทของการปวดหัวไมเกรน ในทางการแพทย์นั้นมีความซับซ้อน โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
- กลุ่มที่มีอาการออร่า คือ มีการมองเห็นที่ผิดปกติ เช่น เห็นแสงระยิบระยับ ตามองไม่เห็นชั่วคราว เห็นภาพบิดเบี้ยวหรือเบลอ ก่อนเริ่มปวดหัว ทั้งหมดนี้เรียกว่า Classic Migraine
- กลุ่มที่ไม่มีอาการออร่า คือไม่มีอาการเตือนนำมาก่อน มีเฉพาะอาการปวดหัวเท่านั้น เรียกว่า Common Migraine
ปัจจัยที่กระตุ้นการเกิดไมเกรน
ปัจจัยภายในตัวของผู้ป่วยเอง (Intrinsic precipitating factors) ได้แก่
- พันธุกรรม พบว่า มีรายงานพบความสัมพันธ์มากถึง 50%
- เพศหญิงมีการปวดศีรษะไมเกรนมากกว่าเพศชายถึง 3 เท่า
- การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน ในช่วงก่อน/ระหว่าง/หรือหลังมีประจำเดือน โดยเฉพาะในวัยเจริญพันธุ์
- ความเครียด ซึ่งปัจจุบันพบว่า ค่อนข้างมีความเกี่ยวข้องอย่างมากในวัยที่กำลังทำงาน
- ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งพบในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์
- การขาดสารอาหารบางชนิด เช่น โคเอ็นไซม์คิวเท็น แมกนีเซียม วิตามินบี 2
- ความไม่สมดุลของฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งมักจะเกิดในผู้ที่ชอบนอนดึก หรือนอนไม่เป็นเวลา
ปัจจัยภายนอก (Extrinsic precipitating factors) ได้แก่
- อาหารบางชนิด เช่น ช็อคโกแลต ชีส ผงชูรส ของหมักดอง แอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
- สภาพแวดล้อมรอบตัว เช่น อากาศร้อนจัดหรือเย็นจัด ความกดอากาศสูง กลิ่นเหม็น แสงแดด เสียงที่ดังจนเกินไป แสงจากคอมพิวเตอร์
- ยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด หรือยาที่ส่วนผสมของฮอร์โมนเพศ
- การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา
- โรคกล้ามเนื้อตึงตัว และ ออฟฟิศซินโดรม เป็นอีกปัจจัยที่สามารถร่วมกระตุ้นได้
อาการของการปวดศีรษะไมเกรน
- ปวดศีรษะด้านเดียว/สองข้าง/หรือสลับด้านไปมา
- อาจมีอาการปวดแบบตุ๊บๆ หรือปวดรุนแรงก็ได้
- อาการปวดมักจะกินเวลานาน 4-72 ชั่วโมง และอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย
อาการปวดศีระษะไมเกรน ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา
- อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท เช่น อ่อนแรงถาวร
- อาจทำให้เกิดโรคปวดศีรษะที่มีสาเหตุร้ายแรง เช่น การแตกของหลอดเลือดในสมอง การอุดตันของหลอดเลือดในสมอง
การรักษาอาการปวดหัวไมเกรน
- ยาที่สามารถบรรเทาอาการปวดไมเกรน ได้แก่ พาราเซตามอล กลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDS)ทั้งแบบรับประทานหรือฉีด ยาต้านไมเกรนที่ช่วยทำให้หลอดเลือดในสมองคลายตัวลง
- ในรายที่มีแนวโน้มปวดหัวเรื้อรังจากไมเกรนหรือจากการใช้ยามากเกินไป จำเป็นต้องใช้ยาป้องกันการกำเริบของไมเกรน เช่น ยากันชัก กลุ่มยาต้านเศร้า ร่วมด้วย
- บางรายแพทย์อาจแพทย์ส่งตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุความผิดปกติของเส้นเลือดในสมอง โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการครั้งแรกเมื่อมีอายุมากขึ้น ซึ่งพบไม่บ่อยนัก อาจต้องพิจารณาหาสาเหตุเพิ่มเติม
- ผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรน เรื้อรัง (Chronic Migraine) คือปวดศีรษะอย่างน้อย 14 วันต่อเดือนขึ้นไป แพทย์อาจแนะนำการฉีดสารโบทูลินัม ท็อกซิน ชนิด A เป็นอีกวิธีหนึ่งที่แพทย์นำมาใช้รักษา ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว โดยเชื่อว่าสามารถยับยั้งปลายประสาท ที่ส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมองด้วย จึงลดความรุนแรงของอาการปวดศีรษะและลดความถี่ในการกินยาลงได้ โดยแพทย์จะฉีดโบท็อกซ์ที่ใบหน้าระหว่างคิ้ว หน้าผาก ท้ายทอย ต้นคอ และบ่า ประมาณ 31 จุด ซึ่งงานวิจัยพบว่าสามารถลดอาการปวดลงได้ 60-70 เปอร์เซ็นต์ และมีผลอยู่ได้ประมาณ 3 เดือน
การดูแลและป้องกันไมเกรนด้วยวิธีเชิงบูรณาการ
นอกจากการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดไมเกรนแล้ว ผู้ที่รักสุขภาพหลายท่าน มักนิยมหาวิธีการรักษาแบบธรรมชาติทดแทนการกินยาไปตลอด ซึ่งวิธีเหล่านี้ให้ผลลัพธ์ที่ดี ได้แก่
- การใช้อาหารเสริมในกลุ่มโคเอ็นไซม์คิวเท็น แมกนีเซียม วิตามินบี 2 เพื่อป้องกันอาการปวดเรื้อรัง เนื่องจากงานวิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหัวไมเกรนเรื้อรังมีแนวโน้มที่จะขาดวิตามินและสารอาหารเหล่านี้มากกว่าคนปวดไมเกรนทั่วไป
- การให้สารอาหารทางหลอดเลือด ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งเป็นสารอาหารบำบัด บำรุงและฟื้นฟูร่างกาย ซึ่งประกอบไปด้วยวิตามิน B1, B2, B3, B5, B6, วิตามิน C และเกลือแร่หลัก อย่างแมกนีเซียมและแคลเซียม ในสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งสามารถให้ได้ในผู้ที่มีอาการเฉียบพลันและเรื้อรัง
- การฝังเข็ม (Acupuncture) การทำกายภาพบำบัดหรือการนวดเฉพาะจุดเพื่อปรับสมดุลร่างกาย (Balancing massage) การการบําบัดจิตทางความคิดและพฤติกรรม (Cognitive behavioral therapy)
- การใช้ความเย็นเพื่อลดอาการปวด โดยความเย็นจะทำให้หลอดเลือดหดตัว ลดความไวของปลายประสาท ชะลอกระบวนการอักเสบ ซึ่งมีหลากหลายวิธี เช่น การประคบเย็น (Ice pack &Ice massage) ,การแช่น้ำเย็น (Ice bath & cold water immersion) ,การเข้าห้องเย็นที่อุณหภูมิติดลบ (Cryogenic chamber & Cold air chamber) ซึ่งทั้งหมดควรใช้ระยะเวลาไม่ควรเกิน 15–20 นาที โดยห้ามทำในผู้ที่มีความไวต่อความเย็น (cold intolerance) หรือ ภูมิแพ้ต่อความเย็น (cold hypersensitivity)