บทความ
ลดเท่าไหร่ ก็ไม่ผอม
ความอ้วนเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์สำหรับหลายคน เพราะถ้าหากอ้วนมากเกินไปอาจทำให้เสียบุคลิกภาพ ขาดความมั่นใจ บางรายอาจเป็นโรคซึมเศร้า เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบัน ความอ้วนนั้น จัดเป็น “โรค” ที่อาจนำไปสู่โรคอื่นๆในอนาคต เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ ตลอดจนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้
เมื่อทราบแบบนี้ ทำให้หลายท่าน พยายามหาวิธีการต่าง ๆ เช่น ลดจำนวนมื้ออาหารเพื่อลดแคลอรี่ ออกกำลังกายมากขึ้น หรือใช้ยายับยั้งการหิวหรือการย่อยอาหาร แต่สุดท้ายหลายคนก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังล้มเลิกกลางคัน แล้วกลับไปอ้วนหนักกว่าเดิม เพราะที่จริงแล้ว สาเหตุของความอ้วนในแต่ละคนไม่เหมือนกัน การตรวจสุขภาพเชิงลึกเพื่อทราบปัญหาสุขภาพที่แท้จริงก่อนเริ่มต้นลดน้ำหนักจะช่วยนำไปสู่การลดน้ำหนักที่ได้ผลและเจาะจงต่อบุคคลนั้น
อย่างไรจึงจะเรียกว่า “อ้วน”
“ภาวะอ้วนเกิน” หรือ “โรคอ้วน” (obesity) นั้น สามารถดูจากค่าดัชนีมวลกาย (body mass index; BMI) ที่มากกว่า 23 kg/m2 ในชาวเอเชีย และ 25 kg/m2 ในชาวยุโรป ผู้ที่มีภาวะอ้วนเกิน จะมีเนื้อเยื่อไขมันมากขึ้นตามร่างกายและแทรกตามอวัยวะภายใน ทำให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ผิดปกติ จนเกิดโรคต่างๆ เช่น
- โรคเบาหวานประเภทที่ 2 (Type 2 Diabetes) เนื่องจากเซลล์ไขมันจะเข้าไปรบกวนการทำงานของ “ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin)” ที่สร้างจากตับอ่อน (คอยควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย) ส่งผลให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้มีระดับอินซูลินในเลือดสูง ซึ่งจะไปยับยั้งการสลายไขมัน ทำให้มีไขมันสะสม และทำให้เกิดโรคเบาหวานในอนาคต
- โรคไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia)และโรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากภาวะไขมันผิดปกติในโรคอ้วน ส่งผลให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)และกรดไขมันอิสระ(Free fatty acid) และไลโปโปรตีนชนิดบี (ApoB) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบ นำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือดในเวลาต่อมา
- โรคอ้วนเรื้อรัง เนื่องจากเซลล์ไขมันส่วนเกินจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารชนิดหนึ่ง คือ C-RP (C-Reactive Protein) สาร C-RP นี้จะไปจับกับฮอร์โมน “เลปติน” ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เรารู้สึกอิ่ม เกิดเป็น C-RP Leptin Complex ที่มีขนาดใหญ่ ไม่สามารถผ่านเยื่อหุ้มสมองได้ จึงทำให้เกิดภาวะดื้อต่อฮอร์โมน “เลปติน” จึงทำให้เราทานเยอะขึ้นและอิ่มยาก
- โรคมะเร็ง จากงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ประมาณ 25 % ของโรคมะเร็งเกิดจากโรคอ้วนและขาดการออกำลังกาย
ทางออก ของคนอยากผอม
ทางออกหลัก
- นอกจากการควบคุมอาหารแล้ว การตรวจสุขภาพเชิงลึกก่อนเริ่มต้นลดน้ำหนัก เป็นแนวทางที่ควรเตรียมตัวก่อนจะนำไปสู่ขั้นตอนเริ่มต้นที่จะลดน้ำหนัก ซึ่งการตรวจสุขภาพเหล่านั้นได้แก่ การตรวจน้ำตาลสะสม คอเลสเตอรอลและไขมันต่าง ๆในเลือด ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความอ้วน เช่น ฮอร์โมนไทรอยด์ ฮอร์โมนคอร์ติซอล ฮอร์โมนดีเอชอีเอ ฮอร์โมนเพศ รวมทั้งการตรวจระดับวิตามินดี มวลกระดูก คลื่นไฟฟ้าหัวใจ การทำงานของตับและไต สมรรถภาพการทำงานของร่างกาย เป็นต้น
- การออกกำลังกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 วัน และอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที
- การควบคุมอาหาร เช่น การลดการทานอาหารจำพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต ของหวาน หรือการทำ
Intermittent Fasting (IF) ซึ่งเป็นวิธีการลดน้ำหนักอีกวิธีหนึ่งโดยการควบคุมแคลอรี และจำกัดเวลาในการทานอาหาร โดยหลักการที่นิยมทำ คือจำกัดเวลาทานอาหาร 8 ชั่วโมง และอดอาหาร 16 ชั่วโมง
- การใช้ยาฉีดหรือยาทานเพื่อลดความหิว และเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน
ทางออกเสริม
- Vanquish นวัตกรรมที่ได้รับการรับรองจากสหรัฐอเมริกา (US FDA approved) ในการลดไขมัน (circumferential reduction) บริเวณหน้าท้อง (abdomen) เอว (love handles) และต้นขา (thighs) โดยส่งพลังงานคลื่นวิทยุแบบจำเพาะเจาะจง เพื่อทำลายเซลล์ไขมันโดยไม่สัมผัสผิวหนัง พลังงานคลื่นวิทยุ (Selective RF) จะเปลี่ยนเป็นความร้อนที่ใต้ชั้นผิว ทำปฏิกิริยาเฉพาะกับเซลล์ไขมัน และคงระดับอุณหภูมิที่ 45 องศาเซลเซียส อย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยไม่ทำอันตรายต่อเซลล์เนื้อเยื่อ เซลล์ผิวหนัง และกล้ามเนื้อบริเวณใกล้เคียง Vanquish สามารถทำลายเซลล์ไขมันได้อย่างถาวร และถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยระบบน้ำเหลือง จึงไม่ต้องพักฟื้น ขณะทำเพียงรู้สึกอุ่นๆบริเวณที่ทำเท่านั้น ใช้เวลาในการรักษาครั้งละ 30 – 45 นาที แนะนำทำทุก 1 สัปดาห์ จำนวน 4 ครั้ง (approximate fat reduction 30%) เริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่ 2 เดือน
- Exilis Elite เป็นนวัตกรรมที่ได้รับการรับรองจากสหรัฐอเมริกา ในการ ลดเซลลูไลท์ และยกกระชับผิว (skin tightening) บริเวณหน้าท้อง (abdomen) และสะโพก (buttock) โดยอาศัยเทคโนโลยีคลื่นวิทยุแบบขั้วเดียว (Monopolar radiofrequency) ร่วมกับคลื่นอัลตราซาวด์ (Ultrasound) ทำให้เกิดการสลายไขมัน (lipolysis) และยกกระชับผิว ซึ่งระยะเวลาในการทำแต่ละตำแหน่งประมาณ 15-30 นาที แนะนำทำต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ประมาณ 4 ครั้ง (approximate fat reduction 30%) เริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่ 1-2 เดือน
- Coolsculpting การใช้ความเย็นติดลบ 11 องศา ควบคู่กับหัวดูดสุญญากาศ (Applicator) ที่ปล่อยพลังงานความเย็นเข้าไปให้ความเย็นทำลายเฉพาะเจาะจงไปยัง "เซลล์ไขมัน" เท่านั้น บริเวณรอบเอว พุงหรือบริเวณที่ต้องการลดไขมัน โดยเซลล์ไขมันจะค่อยๆตายหลังได้รับความเย็น และแปรเปลี่ยนเป็นของเสียเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง จากนั้นร่างกายจะระบายออกตามกลไกธรรมชาติ เซลล์ไขมันจะถูกสลายออกไปได้ 20-25% โดยประมาณ หลังทำ 1-3 เดือน ช่วยให้สัดส่วนบริเวณที่ทำจะมีขนาดเล็กลง แลดูสมส่วนยิ่งขึ้น
- การให้วิตามินทางเส้นเลือด ซึ่งประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินที่จำเป็นต่อการเผาผลาญไขมันสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย
- การใช้อาหารเสริมแบบเฉพาะบุคคล ซึ่งจะมีส่วนผสมที่หลากหลาย ที่ช่วยลดการอักเสบซ่อนเร้น เพิ่มการเผาผลาญไขมัน เสริมสร้างกล้ามเนื้อ ในขนาดที่เหมาะสมและปลอดภัยไร้ผลข้างเคียง
- การใช้ฮอร์โมนบำบัด ในผู้ที่ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและสลายไขมันจากภายในอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ควรอยู่ในความพิจารณาของแพทย์
- นอกจากนี้ยังมี การฝังเข็ม (Acupuncture) การทำกายภาพบำบัดหรือการนวดเฉพาะจุดเพื่อปรับสมดุลร่างกาย (Balancing massage) การบําบัดจิตทางความคิดและพฤติกรรม (Cognitive behavioral therapy) การเข้าห้องอบซาวน่ารังสีอินฟราเรด (Infrared Sauna) และการสวนล้างลำไส้ด้วยน้ำบริสุทธิ์ เป็นอีกทั้งทางเลือกเสริมในการลดน้ำหนักที่แพทย์บางท่านอาจพิจารณา
การลดความอ้วนที่จะประสบความสำเร็จ เราควรเข้าใจร่างกายของเราจากภายในว่า สาเหตุของความผิดปกตินั้น เกิดจากอะไร ก่อนนำไปสู่วิธีที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละบุคคล