บทความ
PM2.5 ฝุ่นตัวร้าย ทำลายมากกว่าปอด
PM2.5 ฝุ่นตัวร้าย ทำลายมากกว่าปอด
PM2.5 ประกอบไปด้วยก๊าซพิษ โลหะหนัก และอาจจะมี PAHs ที่เป็นสารก่อการกลายพันธุ์หรือสารก่อมะเร็ง และ เนื่องจาก PM2.5 เป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมของมนุษย์ประมาณ 30 เท่า จึงเข้าไปในปอดและผ่านเข้าสู่กระแสเลือด ทำลายหลอดเลือดและอวัยวะในร่างกายได้
PM2.5 สามารถกระตุ้นการหลั่งสารอักเสบต่างๆ ทำให้สมองเสียหายและเกิดภาวะสมองเสื่อมได้เร็วขึ้น และยังกระตุ้นการพัฒนาของโรคอัลไซเมอร์และโรคสมาธิสั้น
การบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูง จะช่วยกระตุ้นกลไกการซ่อมแซมร่างกาย โดยร่างกายจะได้รับออกซิเจนในระดับเซลล์ ผ่านทางเส้นเลือดฝอย ไปสู่อวัยวะต่าง ๆ และสมอง เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับฝุ่น PM2.5 วิธีหนึ่ง
หน้าหนาวเป็นอีกฤดูกาลที่หลาย ๆ คนรอคอย แต่ฤดูกาลนี้มักจะมาพร้อมกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ ที่รู้จักกันในชื่อ “PM2.5”
หากค่า PM2.5 ในอากาศมีระดับสูง จะก่อให้เกิดเป็นมลพิษทางอากาศ ที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพ ระดับ PM2.5 มักจะสูงขึ้นในวันที่ไม่มีลมหรือลมอับ อุณหภูมิของอากาศเปลี่ยนแปลงเร็วร่วมกับความชื้นสูง อีกทั้งในกรุงเทพฯ มีตึกสูงจำนวนมากจึงทำให้ตัวเมืองเหมือนเป็นแอ่งกระทะ PM2.5 จะมีมากในช่วงกลางคืน แล้วค่อยๆ จางหายไปเมื่อแสงแดดส่องสว่าง
แหล่งกำเนิดของ PM2.5 ที่สำคัญมาจากท่อไอเสียรถยนต์ การเผาไหม้ ฝุ่นจากการก่อสร้าง ควันบุหรี่ การทำอาหาร ปฏิกิริยาของก๊าซหรือหยดน้ำในบรรยากาศจากแหล่งต่างๆ เช่น โรงไฟฟ้า
ส่วนประกอบของ PM2.5 คือ ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ซึ่งเป็นก๊าซพิษ และยังมีโลหะหนัก เช่น ปรอท (Hg) แคดเมียม (Cd) สารหนูและตะกั่ว (As) และอาจจะมี โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons, PAHs) ที่เป็นสารก่อการกลายพันธุ์หรือสารก่อมะเร็ง ซึ่งสารพิษทั้งหมดนี้เป็นอันตรายต่อร่างกายของคนเรา เนื่องจาก PM2.5 เป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กมากๆ เล็กกว่าเส้นผมของมนุษย์ประมาณสามสิบเท่า จึงสามารถเข้าไปอยู่ในปอดและผ่านเข้าสู่กระแสเลือด ทำลายหลอดเลือดและอวัยวะในร่างกายได้
PM2.5 กับปัญหาสุขภาพด้านต่างๆ
PM2.5 จะกระตุ้นให้เกิดสารอนุมูลอิสระ ลดสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) รบกวนสมดุลของแคลเซียมจนทำให้เกิดการอักเสบ และกระตุ้นยีนที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งสารอักเสบซึ่งเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อ และยังสามารถสะสมได้ในอวัยวะต่าง ๆ ของคนเรา ไม่ใช่เพียงแค่ปอดเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาต่อหัวใจ สมอง ตา ผิวหนังและระบบอื่น ๆ ได้ ดังนี้
- ระบบไหลเวียนเลือด: PM2.5 ที่สะสมในหลอดเลือดอาจทำให้หลอดเลือดตีบ ตัน เพิ่มโอกาสของโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ และหัวใจตายเฉียบพลัน
- ปอด: ในผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ถุงลมโป่งพองและโรคหอบหืด อนุภาคขนาดเล็กพิเศษสามารถกระตุ้นให้โรคกำเริบได้อย่างมาก ที่อันตรายกว่านั้น หากผู้ป่วยสัมผัสกับ PM2.5 ในปริมาณมากและเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอดได้.
- สมอง: PM2.5 สามารถกระตุ้นการหลั่งสารอักเสบต่างๆ ทำให้สมองเสียหายและเกิดภาวะสมองเสื่อมได้เร็วขึ้น และยังกระตุ้นการพัฒนาของโรคอัลไซเมอร์และโรคสมาธิสั้น
การวิจัยชี้ให้เห็นว่าการเสื่อมถอยของความรู้ความเข้าใจ ภาวะสมองเสื่อม ความวิตกกังวล ความซึมเศร้า สมาธิสั้น และโรคจิตเภท จะส่งผลมากขึ้นเมื่อสัมผัสกับมลพิษทางอากาศต่างๆ และการได้รับมลพิษทางอากาศสูงยังสามารถนำไปสู่ความบกพร่องทางสติปัญญาในวัยชราได้
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับสารก่อมลพิษ เช่น ตะกั่ว ว่ามีความเกี่ยวข้องกับความบกพร่องทางการเรียนรู้ ความจำเสื่อม สมาธิสั้น และพฤติกรรมต่อต้านสังคมในเด็ก พัฒนาการทางสมองของเด็กอาจได้รับผลกระทบจากการสัมผัสกับมลภาวะในอากาศ หรือ PM2.5 ในระดับสูงขณะอยู่ในครรภ์
- ระบบทางเดินหายใจ: ทำให้เกิดอาการระคายเคืองจมูกและทางเดินหายใจ น้ำมูกไหล เลือดกำเดาไหลง่าย เจ็บคอ ไอ จามหรือหายใจลำบาก แน่นหน้าอก หายใจถี่ อาจทำให้โรคหอบหืดกำเริบ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังหรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เกิดโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังในเด็ก
- หัวใจและหลอดเลือด: มีงานวิจัยระบุว่า PM2.5 ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และภาวะหัวใจหยุดเต้น จาก 8% เป็น 18%
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาและวิจัยทางคลินิกจำนวนมากที่สรุปไว้ว่า ฝุ่นละอองในอากาศ PM2.5 มีความสัมพันธ์อย่างมากกับโรคหลอดเลือดหัวใจที่เพิ่มขึ้น เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย (MI) ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดสมองตีบ ความผิดปกติของหลอดเลือดและความดันโลหิตสูง
ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ การหายใจเอาอนุภาคฝุ่น PM2.5 เข้าไปนั้นอาจทำให้เหนื่อยกว่าปกติ มึนหัว หายใจถี่ แน่นหน้าอกหรือเจ็บหน้าอก หัวใจเต้นเร็ว รู้สึกหายใจไม่ออก และอาจเกิดปัญหาร้ายแรง เช่น หัวใจวายได้
ผิวหนัง: PM2.5 อาจทำให้ผิวหนังถูกทำลาย หรือเกิดการอักเสบได้ โดยจำแนกผลกระทบออกเป็น 2 ประเภท คือ
ผลกระทบเฉียบพลัน - ผิวหนังอักเสบมีผื่นขึ้นบนใบหน้าและส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดสิวขึ้นที่ใบหน้า หน้าอกและหลังมากขึ้น นอกจากนี้ อาจเกิดผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis rash) ผื่นผิวหนังอักเสบ ลมพิษ และผื่นคัน
ผลกระทบเรื้อรัง - เซลล์ผิวหนังจะเสื่อมสภาพ และทำให้เกิดริ้วรอย แก่ก่อนวัย ผิวหมองคล้ำ เป็นสิว ฝ้า กระ รวมถึงมะเร็งผิวหนัง
ดวงตา: การสัมผัสกับ PM2.5 อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา ตาแห้ง ตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ
สร้างภูมิคุ้มกัน ต่อสู้ PM2.5
ผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 นั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ดังนั้นจึงควรต้องหลีกเลี่ยงหรือป้องกันตัวเองจาก PM2.5 โดยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้
1. หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีค่า PM2.5 สูงเกินมาตรฐาน แต่หากเลี่ยงไม่ได้ ควรป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัย N95 หรือ KF94 แทนการใส่หน้ากากอนามัยแบบทั่วไป หรือ Surgical Mask ที่ไม่สามารถป้องกันฝุ่นที่มีขนาดเล็กมาก ๆ ได้
2. ติดตามรายงานค่าคุณภาพอากาศจากกรมควบคุมมลพิษ เพื่อช่วยในการวางแผนทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมในแต่ละวัน
3. ออกกำลังกายเป็นประจำให้ร่างกายแข็งแรง แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬากลางแจ้ง โดยเฉพาะประเภทกีฬาที่ทำให้ต้องหายใจเร็วและแรง เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน เตะฟุตบอล เพราะอาจจะทำให้หายใจเอาฝุ่น PM2.5 เข้าสู่ร่างกายมากขึ้น
4. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกัน มีหน้าที่ดูแลและป้องกันร่างกายไม่ให้เกิดการติดเชื้อ หากระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือลดลง สิ่งแปลกปลอมต่างๆ เช่น สารพิษ เชื้อโรค อาจเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น หรือร่างกายอาจไม่สามารถจำกัดสิ่งแปลกปลอมได้ทัน ส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยตามมา ซึ่งการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย สามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่
- การกระตุ้นกลไกการซ่อมแซมร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยการบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy) ออกซิเจนบริสุทธิ์ จะช่วยกระตุ้นกลไกการซ่อมแซมร่างกาย ทำให้ผ่อนคลายและสดชื่น ร่างกายจะได้รับออกซิเจนในระดับเซลล์ ผ่านทางเส้นเลือดฝอย ไปสู่เนื้อเยื่อ อวัยวะต่าง ๆ และสมอง โดยที่ไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ เมื่อการไหลเวียนเลือดดีขึ้น จะช่วยทำให้ร่างกายมีการฟื้นฟู ซ่อมแซมผิวหนังส่วนที่เสียหาย ลดรอยเหี่ยวย่น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เพิ่มการทำงานของสมองและช่วยให้ความจำดีขึ้น ลดอาการปวดศีรษะ อาการเหนื่อยล้า อาการอ่อนเพลีย ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายดีขึ้น
- สร้างความแข็งแรงให้ภูมิคุ้มกันด้วย Immune System Fighter Plus ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอน คือ ออกซิเจนบำบัด (Ozone Therapy) เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายด้วยโอโซนบริสุทธิ์
- การให้วิตามินทางหลอดเลือด (Antioxidant Infusion) ช่วยต้านการอักเสบของร่างกาย ฟื้นฟูอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และจัดการความเครียด
ดูแลสุขภาพด้วยแสงเลเซอร์พลังงานต่ำ (Weber Laser Therapy) ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับระบบภูมิคุ้มกัน และฟื้นฟูระบบเผาผลาญของร่างกาย
วิตามินบำบัด สูตรเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ (IV Antioxidant Booster) คือการให้วิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายเข้าทางกระแสเลือดโดยตรง ผ่านทางหลอดเลือดดำ จึงช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว โดยการให้วิตามินทางหลอดเลือดนั้น จะมีการผสมสารต่าง ๆ ที่วิเคราะห์ตามความต้องการของร่างกาย เพื่อให้การฟื้นฟูสุขภาพมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการให้วิตามินบำบัดทางหลอดเลือด จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์และบุคลากรชำนาญการ
5.หากจำเป็นอาจตรวจหาสารพิษหรือโลหะหนักในร่างกาย เพราะนอกจาก PM2.5 แล้ว เราอาจจะได้รับหรือสัมผัสสารพิษจากการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำดื่ม แม้กระทั่งในเครื่องสำอาง น้ำยาทำความสะอาด ซึ่งผลสำรวจพบว่า ระบบขับสารพิษออกจากร่างกายตามกระบวนการธรรมชาติ ของประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่ง ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ หรือมีความผิดปกติอันเนื่องมาจากพันธุกรรม
ปัจจุบันการตรวจหาสารพิษหรือโลหะหนักในร่างกายใช้วิธีการตรวจจากปัสสาวะ จากนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะเป็นผู้วิเคราะห์ผล พร้อมให้คำแนะนำในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล
6. หากมีอาการผิดปกติ เช่น หายใจลำบาก เหนื่อยล้าผิดปกติ ไอรุนแรง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับหัวใจ ทางเดินหายใจและปอด ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย และรับการรักษาที่ถูกต้อง